" สมมุติฐาน "
วรชัย ทองไทย || การดู 13 ครั้ง
14 กุมภาพันธ์ 2563

การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ จึงเริ่มต้นด้วยการตั้งสมมุติฐานขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงทำการทดลองวิเคราะห์เพื่อพิสูจน์สมมุติฐานที่ตั้งไว้  โดยทำการวิเคราะห์ทดลองในห้องทดลอง ที่สามารถควบคุมให้มีเฉพาะตัวแปรที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ส่วนตัวแปรที่ไม่เกี่ยวข้องจะถูกกำจัดออกไปหมด

ถ้าพิสูจน์แล้วยอมรับสมมุติฐานก็สรุปได้ว่า ข้อความหรือคำกล่าวนั้นเป็นความจริง และได้องค์ความรู้ใหม่ขึ้นมา แต่ถ้าไม่ยอมรับสมมุติฐานก็ไม่สามารถสรุปได้ว่า ข้อความหรือคำกล่าวนั้นไม่เป็นความจริง เพียงแต่กล่าวได้ว่า ยังไม่รู้ว่าสมมุติฐานเป็นจริงหรือไม่เท่านั้น

สมมุติฐานนี้เมื่อถูกพิสูจน์ซ้ำหลาย ๆ ครั้งก็จะกลายเป็นทฤษฎี (theory) ไป ซึ่งทฤษฎีก็คือ ข้อความหรือคำกล่าวที่ได้พิสูจน์จนเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าความจริง แต่ทฤษฎีก็เป็นความจริงในระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงที่เที่ยงแท้แน่นอน เพราะเมื่อฐานความคิดหรือโลกทัศน์เปลี่ยนไป ทฤษฎีก็เปลี่ยนตามไปด้วย

ส่วนการวิจัยทางสังคมศาสตร์ส่วนใหญ่ เป็นการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ จึงไม่สามารถทำการวิจัยในห้องทดลองที่มีแต่ตัวแปรที่เกี่ยวข้องเท่านั้นได้ ดังนั้นจุดเริ่มต้นของการวิจัยจึงประกอบด้วย 1. รู้ปัญหา 2. รู้สาเหตุของปัญหา 3. รู้หนทางที่จะแก้ไขปัญหา และ 4. รู้ถึงผลลัพธ์เมื่อปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว โดยข้อสุดท้ายก็คือวัตถุประสงค์สูงสุดของการวิจัย ส่วนสามข้อแรกคือวัตถุประสงค์ของการวิจัย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำวิจัยทางสังคมศาสตร์

วัตถุประสงค์จะกำหนดขอบเขตของการวิจัยให้ชัดเจน เพราะปัญหาทางสังคมมีหลายมิติและมุมมอง วิธีการวิเคราะห์และวิธีแก้ไขปัญหาก็มีหลากหลายเช่นกัน เมื่อกำหนดวัตถุประสงค์ได้แล้ว จึงตามด้วยการทบทวนองค์ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการสร้างกรอบแนวความคิดต่อไป

กรอบแนวความคิดในการวิจัยคือ รายละเอียดของการทำวิจัย เพื่อตอบวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ อันประกอบด้วยคำนิยามของตัวแปร ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร วิธีการเก็บข้อมูล และวิธีวิเคราะห์ข้อมูล กรอบแนวความคิดนี้จะใช้เป็นฐานในการตั้งสมมุติฐาน ดังนั้นการทบทวนองค์ความรู้จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ในการวิจัยทางสังคมศาสตร์

ผลการวิจัยที่จะนำไปสู่ข้อเสนอแนะเพื่อใช้แก้ไขปัญหานั้น ต้องมาจากการพิสูจน์สมมุติฐานที่ตั้งไว้เท่านั้น แต่ถ้าผลวิจัยไม่ยอมรับสมมุติฐาน ข้อความหรือคำกล่าวที่ต้องการพิสูจน์ ก็จะไม่สามารถนำมาสู่ข้อเสนอแนะได้ เพราะไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์สนับสนุน

จะเห็นได้ว่า สมมุติฐานมีความสำคัญในการวิจัยทั้งทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ อย่างไรก็ตามการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถขาดสมมุติฐานได้ เพราะสมมุติฐานเป็นจุดเริ่มต้นของการทำวิจัย ซึ่งแตกต่างจากการวิจัยทางสังคมศาสตร์ที่จุดเริ่มต้นอยู่ที่วัตถุประสงค์

ดังนั้น การวิจัยทางสังคมศาสตร์อาจไม่มีสมมุติฐานก็ได้ ถ้าไม่ต้องการแก้ไขปัญหา แต่เป็นการทำวิจัยเพียงเพื่อต้องการอธิบายถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น โดยไม่ต้องการรู้ถึงสาเหตุหรือผลกระทบของปรากฏการณ์นั้น ๆ

อย่างไรก็ตาม การวิจัยทางสังคมศาสตร์ก็อาจใช้สมมุติฐานเป็นจุดเริ่มต้นของการวิจัยได้เช่นกัน ถ้าเป็นการวิจัยเพื่อสร้างความรู้ใหม่ หรือพิสูจน์ความรู้ที่มีอยู่เดิม (คือ พิสูจน์สมมุติฐานหรือทฤษฎี) ในกรณีนี้ การทบทวนองค์ความรู้ก็ลดความสำคัญลงไป โดยความสำคัญจะไปอยู่ที่ข้อมูลและวิธีวิเคราะห์แทน เพราะต้องการที่จะให้ผลวิจัยได้สะท้อนถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงในสังคม

ตัวอย่างที่ดีที่อาจนำมาใช้เป็นสมมุติฐานในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ คือ หลักธรรมในพระไตรปิฎก ได้แก่

  • โภควิภาค 4 คือ การแบ่งทรัพย์เป็น 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 เพื่อเลี้ยงตนเอง ครอบครัวและทำประโยชน์แก่สังคม อีก 2 ส่วนเพื่อใช้ลงทุนประกอบการงาน และที่เหลือ 1 ส่วนเก็บไว้ใช้ในคราวจำเป็น
  • สังคหวัตถุ 4 คือ หลักการประสานสามัคคี ประกอบด้วย 1. ทาน คือ การให้ 2. ปิยวาจา คือ พูดจาไพเราะอ่อนหวาน 3. อัตถจริยา คือ ขนขวายช่วยเหลือกิจการ และ 4. สมานัตตตา คือ ทำตนเสมอต้นเสมอปลาย
  • คิหิสุข คือ ความสุขของผู้ครองเรือน ประกอบด้วย 1. สุขเกิดจากความมีทรัพย์ 2. สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ 3. สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้ และ 4. สุขเกิดจากความประพฤติไม่มีโทษ
  • อบายมุข 6 คือ ช่องทางเสื่อมทรัพย์ ประกอบด้วย 1. ติดสุราและของมึนเมา 2. ชอบเที่ยวกลางคืน 3. ชอบเที่ยวดูการละเล่น 4. ติดการพนัน 5. คบคนชั่ว และ 6. เกียจคร้านการงาน

คำสอนเหล่านี้มีกว่า 2,500 ปี ซึ่งมีมาก่อนวิทยาศาสตร์เสียอีก และได้ผ่านการทดสอบมาแล้วว่าเป็นความจริง จึงน่าจะนำมาพิสูจน์ให้เห็นประจักษ์ด้วยข้อมูลและวิธีวิเคราะห์ปัจจุบัน

นอกจากนี้ สมมุติฐานยังอาจนำมาจากความคิดกระฉูด ตำนาน นิทาน สุภาษิต หรือคำกล่าวแปลก ๆ ก็ได้ ซึ่งงานวิจัยเช่นนี้ก็ได้รับรางวัลอีกโนเบลไปตามระเบียบ ได้แก่

ในปี 2539 สาขาฟิสิกส์ มอบให้กับ Robert Matthews นักวิจัยอังกฤษที่ศึกษากฏของเมอร์ฟี (Murphy's Law) ที่กล่าวว่า "ในการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้ายังมีความเป็นไปได้ที่จะทำผิด โอกาสที่จะมีคนทำผิดย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน" โดยได้สาธิตให้เห็นว่า ถ้าขนมปังทาเนยเกิดอุบัติเหตุตกถึงพื้น ด้านที่อยู่ข้างล่างมักจะเป็นด้านที่ทาเนยเสมอ

ในปี 2541 สาขาสถิติ มอบให้กับนักวิจัยคานาดา 2 คน คือ Jerald Bain และ Kerry Siminoski ในผลงานที่ต้องวัดด้วยความละเอียดละออ เรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างความสูง ความยาวของจู๋ และขนาดของเท้า”

ในปี 2547 สาขาสาธารณสุข ได้มอบให้กับ Jillian Clarke นักเรียนมัธยมปลายอเมริกัน ที่ต้องการพิสูจน์ว่า อาหารที่ตกลงพื้นไม่เกิน 5 วินาที สามารถหยิบกินได้อย่างปลอดภัย

ในปี 2549 สาขาฟิสิกส์ มอบให้กับนักวิจัยฝรั่งเศส 2 คน คือ Basile Audoly และ Sebastien Neukirch กับผลงานวิจัยที่ต้องการรู้ว่า ทำไมเมื่อหักเส้นสปาเกตตี้แห้ง จะได้เส้นสปาเกตตี้มากกว่าสองท่อนเสมอ
    


ที่มา: http://themashupmission.blogspot.com/2012/08/breaking-is-bad.html//สืบค้นเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2563

รางวัลอีกโนเบล: รางวัลสำหรับงานวิจัยที่กระตุ้น “ตุ่มหัวเราะ” ก่อน “ตุ่มความคิด”
 


CONTRIBUTORS
วรชัย ทองไทย

Copyright © 2018 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333 Admin Web master : piyawat.saw@mahidol.ac.th