The Prachakorn

“ขี้เกียจ” พลิกโลก


ปาณฉัตร เสียงดัง

11 กุมภาพันธ์ 2568
126



"ความขี้เกียจ" อาจฟังดูเป็นคำที่มีความหมายในเชิงลบ หลายคนมองว่าเป็นสิ่งที่ขัดขวางความสำเร็จก้าวหน้า แต่ในมุมมองเชิงบวก ความขี้เกียจกลับเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ บทความนี้จะสำรวจความขี้เกียจผ่านมุมมองจิตวิทยา สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ที่คุณอาจไม่เคยนึกถึง

มุมมองทางจิตวิทยา

ในมิติของจิตวิทยา ความขี้เกียจ เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากความเหนื่อยล้าทางจิตใจและร่างกาย หรือการขาดแรงจูงใจในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทฤษฎี "Self-Determination Theory" ชี้ให้เห็นว่า คนจะเกิดแรงจูงใจได้ดีเมื่อกิจกรรมนั้นสอดคล้องกับเป้าหมายและความหมายในชีวิตของพวกเขา ดังนั้น เมื่อคนดูเหมือน "ขี้เกียจ" อาจเป็นเพราะพวกเขาขาดความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่ทำกับเป้าหมายที่มีคุณค่าในใจ
นอกจากนี้ ความขี้เกียจยังอาจสะท้อนถึงความจำเป็นในการพักผ่อน เช่น อาการเหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก (burnout) ซึ่งสมองและร่างกายต้องการเวลาในการฟื้นฟูพลังงาน ช่วงเวลาที่ดูเหมือน "เฉื่อยชา" อาจเป็นช่วงที่สมองอยู่ในโหมดประมวลผลข้อมูล และเกิดความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

มุมมองทางสังคม

จากมุมมองทางสังคม ความขี้เกียจมักถูกมองในเชิงลบ โดยเฉพาะในสังคมที่ยึดมั่นในคุณค่าของการทำงานหนัก เช่น สังคมตะวันตกที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดโปรเตสแตนต์ ซึ่งเชื่อว่าความสำเร็จมาจากการทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ นักสังคมวิทยาอย่าง แม็กซ์ เวเบอร์ เคยชี้ให้เห็นว่า การทำงานหนักเป็นรากฐานของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และการหลีกเลี่ยงงานถูกมองว่าเป็นภัยต่อการพัฒนาสังคม และมองว่าความขี้เกียจซึ่งเป็นสิ่งไม่ดีนั้น มีรากฐานมาจากค่านิยมทางศาสนาและเศรษฐกิจอีกด้วย

ในทางกลับกัน สังคมบางแห่ง เช่น สแกนดิเนเวีย ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนและความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน แนวคิดนี้สะท้อนว่า ความขี้เกียจในระดับที่เหมาะสม สามารถช่วยฟื้นฟูพลังและเพิ่มคุณภาพชีวิตได้ สังคมเหล่านี้มองว่า การมีเวลาพักเพียงพอจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว

มุมมองทางวัฒนธรรม

วัฒนธรรมมีบทบาทสำคัญในการกำหนดมุมมองเกี่ยวกับความขี้เกียจ ในสังคมไทย คำว่า "ขี้เกียจ" มักถูกใช้ในเชิงลบเพื่อแสดงถึงการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ แต่ในอีกมุมหนึ่ง คนไทยเองก็มีแนวคิดเรื่อง "ความพอดี" หรือการใช้ชีวิตอย่างสมดุล ซึ่งสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นการไม่เร่งรีบและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย

ในวัฒนธรรมตะวันออกบางแห่ง อย่างเช่น ญี่ปุ่น แนวคิด "อิคิไก" (Ikigai) ช่วยส่งเสริมให้คนค้นหาความหมายในสิ่งที่ทำ และสร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน แม้ว่าญี่ปุ่นจะขึ้นชื่อเรื่องความขยัน แต่แนวคิดนี้แสดงให้เห็นว่า สังคมญี่ปุ่นให้คุณค่ากับการพักผ่อนอย่างมีเป้าหมายเช่นกัน และวัฒนธรรมจีน มีการนำเสนอแนวคิดเรื่อง "ความเกียจคร้านอันสร้างสรรค์" (Creative Laziness) ในลักษณะที่เป็นบวก โดยมองว่าการหลีกเลี่ยงงานหนักอาจนำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมหรือวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความขี้เกียจ: เชื้อเพลิงแห่งความคิดสร้างสรรค์

ในขณะที่ความขี้เกียจมักถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมด้านลบที่ทำให้เราหยุดนิ่งและไร้ประสิทธิภาพ แต่ในอีกมุมหนึ่ง นักคิดหลายคนกลับชี้ให้เห็นว่าความขี้เกียจนั้นสามารถกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างทรงพลัง หากเราใช้มันอย่างเหมาะสม

นักวิทยาศาสตร์หลายคน เช่น ชาร์ลส์ ดาร์วิน, ไอแซค นิวตัน หรือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ใช้เวลาเพื่อหยุดพัก คิดค้นทฤษฎีสำคัญๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์โลกอย่างมหาศาล  

บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้ง Microsoft เคยกล่าวว่า เขาชอบจ้างคนที่ "ขี้เกียจ" แต่ฉลาด เพราะคนเหล่านี้มักหาวิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดในการแก้ไขปัญหา

สตีฟ จ็อบส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple เน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เรียบง่ายและใช้งานสะดวก เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานลดความยุ่งยากในชีวิตประจำวัน

ย้อนกลับมาดูเรื่องใกล้ตัว สิ่งอำนวยความสะดวกที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตแบบคนขี้เกียจ

ที่มา: freepik.com (Premium)

Lazy Economy: เศรษฐกิจแห่งความขี้เกียจ

ในยุคดิจิทัล แนวคิด "Lazy Economy" หรือเศรษฐกิจที่มุ่งลดการทำงานซ้ำซากและเพิ่มเวลาพักผ่อนกำลังเป็นที่นิยม การพัฒนาเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้คนมีเวลาสำหรับงานที่สร้างสรรค์มากขึ้น และลดภาระจากงานที่ซับซ้อนหรือซ้ำซาก ตัวอย่างของ Lazy Economy ได้แก่

แพลตฟอร์มบริการ: เช่น บริการส่งอาหาร ช้อปปิ้งออนไลน์ และระบบชำระเงินออนไลน์ ที่ช่วยลดความยุ่งยากในชีวิตประจำวัน

เทคโนโลยีอัตโนมัติ เช่น คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล โปรแกรมการประชุมออนไลน์ ตลอดจนระบบ AI ที่ช่วยลดเวลาการทำงานและเพิ่มความแม่นยำ

สิ่งอำนวยความสะดวกรอบตัว หรือ อุปกรณ์อัตโนมัติ เช่น เครื่องดูดฝุ่น หรือเครื่องซักผ้า หม้อไฟฟ้า เครื่องล้างจาน ฯลฯ  ที่ช่วยลดภาระงานบ้านซ้ำซากและเพิ่มเวลาว่าง

Lazy Economy ไม่ได้มองว่าความขี้เกียจเป็นปัญหา แต่กลับใช้มันเป็นแรงผลักดันในการสร้างสรรค์ระบบที่ช่วยลดความซับซ้อนในชีวิต และเปิดโอกาสให้มนุษย์ใช้เวลาทำสิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น

วิธีเปลี่ยนความขี้เกียจให้สร้างสรรค์

  • พักผ่อนอย่างมีเป้าหมาย: ใช้เวลาว่างเพื่อฟื้นฟูพลังงานและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ เช่น การอ่านหนังสือ เดินเล่น หรือท่องเที่ยวเพื่อหาแรงบันดาลใจ
  • มองหาทางลัดที่มีประสิทธิภาพ: ใช้ความขี้เกียจเป็นแรงผลักดันในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน เช่น ใช้แอปพลิเคชัน หรือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ตลอดจน เทคโนโลยีสมัยใหม่ ช่วยจัดการงานซ้ำซาก
  • ให้สมองได้หยุดพัก: ช่วงเวลาที่ดูเหมือนเฉื่อยชา เช่น การนั่งเฉย ๆ หรือการลอยความคิด อาจช่วยให้สมองประมวลผลและค้นพบไอเดียใหม่ ๆ

ความขี้เกียจไม่ใช่จุดอ่อนของทุกคน หากเราเข้าใจและใช้อย่างเหมาะสม มันสามารถเป็นพลังที่ช่วยสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ และขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า Lazy Economy คือหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าความขี้เกียจไม่ใช่ข้อเสียเสมอไป แต่คือโอกาสในการเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น


เอกสารอ้างอิง

  • Havens, J. C. (n.d.). The unexpected benefit of celebrating laziness [TED Talk]. TED. https://www.ted.com/
  • Gratzon, F. (2003). The lazy way to success: How to do nothing and accomplish everything. Energy Book.
  • Deci, E. L., & Ryan, R. M. (1985). Self-determination theory: A macro theory of human motivation, development, and health. Springer.
  • Kim, S., & Lee, J. (2021). Creative laziness: How minimal effort leads to innovation. Journal of Creative Behavior, 55(2), 320–332. https://doi.org/10.1002/jocb.495
  • Lindzon, J. (2018). Bill Gates says he chooses a lazy person to do a hard job. Here’s why. Time. Retrieved from https://time.com

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th